วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สารคดีคืออะไร

สารคดีคืออะไร?

สารคดี  หมายถึง  งานเขียนเกี่ยวกับเรื่องจริงผ่านกลวิธีการเขียนของผู้เขียนเพื่อมุ่งให้สาระความรู้แก่ผู้อ่านเป็นประเด็นหลักและความเพลิดเพลินเป็นประเด็นรองโดยนำเสนออย่างมีศิลปะ
หลักการอ่านสารคดี  การอ่านสารคดีมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้สาระความรู้และความเพลิดเพลิน  ดังนั้นผู้อ่านควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ  ศึกษาความสัมพันธ์ของเนื้อหาสาระ  การใช้ภาษา  และเจตคติของผู้เขียน  การอ่านสารคดีมีหลักการดังนี้
1.จับใจความสำคัญของเรื่อง   วิเคราะห์ความหมายของถ้อยคำเพื่อหานัยสำคัญที่แฝงอยู่  และสรุปใจความสำคัญของเนื้อหานั้นโดยจัดลำดับประเด็นต่างๆให้เหมาะสม
2.วิเคราะห์ความเห็นของผู้เขียน   ผู้อ่านควรแยกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของผู้เขียนออกจากกันโดยใช้วิจารณญาณของตนเองว่าเห็นด้วยกับทรรศนะของผู้เขียนหรือไม่  และวิเคราะห์ตัวผู้เขียน โดยศึกษาจากลีลาการเขียน  การใช้ภาษา  วิธีการบรรยายข้อมูล  การเล่าเรื่อง  เล่าประสบการณ์  รวมทั้งอารมณ์ที่แสดงออกมาในเรื่อง
3.วิเคราะห์กลวิธีการเขียน  ตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องว่าดึงดูดความสนใจของผู้อ่านหรือไม่  การวางโครงเรื่อง  วิธีการดำเนินเรื่อง  และผู้เขียนได้สรุปโดยเสนอแนวคิดอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง
4.วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหาสาระกับการใช้ภาษา  ควรคิดว่าสารคดีเรื่องนั้นเสนอข้อมูลต่างๆ  ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นกลมกลืนกันหรือไม่  มีการใช้ภาษาและโวหารเหมาะสมกับเนื้อเรื่องหรือไม่

การอ่านสารคดีโดยใช้วิจารณญาณดังกล่าว  จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญของเรื่อง  ได้แนวคิดจากการอ่าน  สามารถนำความรู้  ความคิดเห็นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประโยค

ประโยค


คำ

คำ



ภาษา

ภาษา
ภาษา หมายถึง วิธีที่มนุษย์ใช้แสดงความรู้สึกและสื่อความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาษาจำแนกตามวิธีการแสดงออกได้ ๒ ประเภท คือ
วัจนภาษา คือ ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ เสียงพูดหรือเครื่องหมายแทนเสียงพูดที่มนุษย์ตกลงใช้ร่วมกันในสังคมหนึ่ง ๆ
อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช่การพูดเป็นถ้อยคำ หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นสิ่งที่สามารถสื่อให้เกิดความหมาย ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจตรงกัน เช่น ภาษาท่าทาง ภาษาใบ้ ภาษากาย มี ๗ ประเภท คือ
เทศภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากระยะห่างระหว่างบุคคลและสถานที่ที่ใช้ในการสื่อสารกัน เช่น การโน้มตัวเดินผ่านผู้ใหญ่ให้ห่างมากที่สุดเพื่อแสดงความมีสัมมาคารวะ
กาลภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากช่วงเวลาในการสื่อสาร เช่น นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลา แสดงถึงความตั้งใจ เอาใจใส่ และให้เกียรติผู้สอน
เนตรภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากสายตา เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น การหลบสายตา เพราะกลัว หรือเขินอาย หรือมีความผิดไม่กล้าสู้หน้า
สัมผัสภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากการสัมผัส เช่น การโอบกอด การจับมือ
อาการภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การไหว้ การยิ้ม การเม้มปาก การนั่งไขว่ห้าง การยืนเคารพธงชาติ
วัตถุภาษา อวันภาษาที่รับรู้จากการเลือกใช้วัตถุเพื่อสื่อความหมาย เช่น เครื่องประดับ การแต่งบ้าน การมอบดอกไม้ การ์ดอวยพร

ปริภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากการใช้น้ำเสียงแสดงออกพร้อมกับถ้อยคำนั้น ทำให้สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยเน้นให้เห็นถึงเจตนา หรือลักษณะของผู้ส่งสารว่าพอใจ โกรธ ฯลฯ เช่น ความเร็ว จังหวะ การเน้นเสียง ลากเสียง ความดัง ความทุ้มแหลม ในกรณีของภาษาเขียนอวัจนภาษาที่ปรากฏได้แก่ ลายมือ การเว้นวรรคตอน การย่อหน้า ขนาดตัวอักษร ฯลฯ

                                                ตัวอย่างการใช้ภาษาไทย


             
             การสื่อสารแต่ละครั้งย่อมใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษาควบคู่กันไป ซึ่งอวัจนภาษาที่ใช้สัมพันธ์กับวัจนภาษาใน ๕ ลักษณะด้วยกัน คือ
ตรงกัน อวัจนภาษามีความหมายตรงกับถ้อยคำ เช่น การส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดว่า “ไม่ใช่”
แย้งกัน อวัจนภาษาที่ใช้ขัดแย้งกับถ้อยคำ เช่น การกล่าวชมว่า วันนี้แต่งตัวสวย แต่สายตามองที่อื่น
แทนกัน อวัจนภาษาทำหน้าที่แทนวัจนภาษา เช่น การกวักมือแทนการเรียก การปรบมือแทนการกล่าวชม
เสริมกัน อวัจนภาษาที่ช่วยเพิ่มหรือเสริมน้ำหนักของถ้อยคำเช่นเด็กบอกว่ารักแม่เท่าฟ้าพร้อมกับกางแขนออก
เน้นกัน อวัจนภาษาช่วยเน้นหรือเพิ่มน้ำหนักให้ถ้อยคำ เช่น การบังคับเสียงให้ดังหรือค่อยกว่าปกติ




หลักการใช้ภาษา


หลักการใช้ภาษาไทย





        ลิงค์ https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=hpGpRn83bHY


        การใช้ภาษาที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องสามารถสื่อสารให้บรรลุวัตถุประสงค์และสร้างความประทับใจแก่ผู้รับสาร ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งคือการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับการสื่อสาร ดังนั้นผู้สื่อสารควรศึกษาและพัฒนาทักษะการใช้ภาษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประเภทของภาษา ความหมายของคำและประเภทของประโยค


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

ประวัติความเป็นมา

1. ประวัติความเป็นมา

           ภาษาซีไดรับการพัฒนาขึ้นโดยเดนนิส ริทชี (Dennis Ritchie) ขณะที่ทํางานอยูที่เบลแล็บบอราทอรี(Bell Laboratories) โดยพัฒนาขึ้นจากหลักการพื้นฐานของภาษาบี (B) และบีซีพีแอล (BCPL) ในช่วงปี ค.ศ.1971 ถึง1973 แต่ได้เพิ่มชนิดข้อมูลและความสามารถอื่น ๆ ให้มากขึ้น และนําภาษาซีไปใช้พัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ (UNIX) บนเครื่องคอมพิวเตอร DEC PDP-11 ภาษาซีเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในช่วงต้นทศวรรษที่1980 จนกระทั่งมีความพยายามกําหนดมาตรฐานของภาษาเพื่อให้สามารถใช้ภาษาซีได้บนเครื่องคอมพิวเตอรใด ๆ ในปี ค.ศ. 1983 โดย ANSI (The American National Standards Institute) ได้ตั้งคณะกรรมการ X3J11เพื่อรางมาตรฐานดังกลาว และไดรับการตรวจสอบและยอมรับโดย ANSI และ ISO (The InternationalStandards Organization) โดยมีการตีพิมพมาตรฐานของภาษาซีในปี ค.ศ. 1990 จากความมีประสิทธิภาพและสามารถทํางานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ใด ๆ ของภาษาซีจึงไดมีการนําภาษาซีไปใช้ในการพัฒนาระบบปฏิบัติการต่าง ๆ และใช้เป็นต้นแบบของภาษาอื่น ๆ ที่สําคัญในปัจจุบัน เช่น ซีพลัสพลัส (C++) จาวา (Java) เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

รูปแบบโปรแกรมภาษาซี

2. รูปแบบโปรแกรมภาษาซี

          ในการเขียนภาษาโปรแกรม ผูเขียนโปรแกรมจะตองศึกษารูปแบบพื้นฐานของภาษา และไวยากรณ
ของภาษานั้น รูปแบบพื้นฐานของภาษาจะเขียนโปรแกรมในลักษณะของโมดูลคือมีการแบงออกเปนสวนยอย ๆ
ที่เรียกวา ฟงกชัน (Function)

สวนประกอบที่ 1 สวนหัว (Header) จะเปนสวนที่อยูที่ตอนตนของโปรแกรม โดยอยูนอกสวนที่
เรียกวาฟงกชัน ที่สวนหัวของโปรแกรมจะประกอบดวยคํ าสั่งที่เปนการกํ าหนดคาหรือกํ าหนดตัวแปรตาง ๆ คําสั่งในที่ขึ้นตนดวยสัญลักษณ # เปนคําสั่งที่เรียกวา ตัวประมวลผลกอน (Preprocessor) คือคําสั่งที่จะไดรับการทํากอนที่จะมีการคอมไพลโปรแกรม ตัวประมวลผลกอน ที่สํ าคัญของภาษาซีแบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้

• # include
ในภาษาซีจะมีฟงกชันมาตรฐานที่ผูผลิตคอมไพเลอรไดจัดเตรียมไวให ซึ่งมักจะเกี่ยวของ
กับการรับขอมูล การแสดงผลขอมูล การคํ านวณ และอื่น ๆ ซึ่งผูเขียนโปรแกรมสามารถ
เรียกใชงานไดทันที โดยไมตองเขียนโปรแกรมแกรมเอง ในตัวอยางจะมีการใชคํ าสั่ง3
printf( ) ซึ่งเปนคําสั่งที่ใชแสดงขอความออกทางอุปกรณแสดงผลมาตรฐาน เชน จอภาพ
คํ าสั่ง printf( ) เปนการเรียกใชฟงกชันมาตรฐานซึ่งอยูในกลุมที่เรียกวา Standard Input
and Output เมื่อจะเรียกใชฟงกชันใดในกลุมดังกลาว จะตองบอกใหคอมไพเลอรไปอาน
คาที่อยูในอินคลูชไฟลที่ชื่อ stdio.h มาไวที่สวนตนของโปรแกรม โดยใชคํ าสั่ง
#include <stdio.h>เพราะฉะนั้นผูเขียนโปรแกรมควรจะศึกษาฟงกชันมาตรฐานที่คอมไพเลอรแตละบริษัทไดเตรียมไวใหวาคํ าสั่งใดใชคูกับอินคลูชไฟลใด

• # define
ใชสําหรับการกํ าหนดคาคงที่ ตัวอยางเชน
#define YES 1
คําสั่งดังกลาวเปนการกํ าหนดวา หากที่ใดในโปรแกรมมีคํ าวา YES จะถูกแทนที่ดวยคาทาง
ขวามือ ในที่นี้คือ 1นอกจากในสวนหัวของโปรแกรมอาจจะมีการประกาศตัวแปร และสวนของการประกาศโปรโตไทปไวที่สวนหัวของโปรแกรมไดอีกดวย ซึ่งจะกลาวถึงในบทตอ ๆ ไป

สวนประกอบที่ 2 ฟงกชัน (Function) สวนของฟงกชันคือสวนของคํ าสั่งที่บอกใหคอมพิวเตอร
ทํางานตาง ๆ เชน การรับขอมูล การคํ านวณ การแสดงผล เปนตน โปรแกรมภาษาซีจะประกอบดวยฟงกชัน
ยอยหลาย ๆ ฟงกชัน แตจะมีฟงกชันหลักฟงกชันหนึ่งที่ชื่อวาฟงกชัน main( ) เสมอ โดยที่การทํ างานของ
โปรแกรมจะตองเริ่มการทํ างานจากฟงกชันนี้
กฎพื้นฐานที่สําคัญในภาษาซี
• การพิมพตัวอักษรตัวพิมพใหญและตัวพิมพเล็กในภาษาซีนั้นในผลลัพธที่แตกตางกัน (Case
Sensitive) ตัวอยางเชน หากมีการพิมพ main( ) กลายไปเปน Main( ) ก็จะเกิดความผิดพลาด
ขึ้น
• ฟงกชันของภาษาซีจะแบงขอบเขตของฟงกชันแตละฟงกชันดวยเครื่องหมาย { } ในตัวอยางมี
ฟงกชัน void main( ) คํ าวา void จะบอกใหรูวาเมื่อฟงกชันนี้ทํ างานเสร็จจะไมมีการคืนคากลับ
ไปยังสิ่งที่เรียกใชงานฟงกชัน ในกรณีของฟงกชัน main( ) ก็คือจะไมมีการคืนคาใด ๆ กลับไปยัง
ระบบปฏิบัติการ หลังฟงกชันจะตองตามดวย ( ) เสมอ โดยที่ภายในวงเล็บจะประกอบดวย
คาที่สงเขามายังฟงกชัน ที่เรียกวาพารามิเตอร (Parameter) หรืออาจจะไมมีคาใด ๆ สงเขามาก็
ได
• คําสั่งตาง ๆ ซึ่งตองเขียนอยูในฟงกชันเสมอ แบงเปน 2 สวนคือสวนของการประกาศตัวแปรที่
ตองการใชในฟงกชัน และสวนของคํ าสั่งเพื่อทํ างานใดงานหนึ่ง ในที่นี้มีเฉพาะคํ าสั่งที่ใชในการ4
แสดงผลลัพธออกทางจอภาพ คือ printf( ) ใชสําหรับการแสดงผลลัพธออกทางจอภาพ หาก
ตองการแสดงขอความใด ๆ ออกทางจอภาพใหเขียนขอความนั้นอยูภายในเครื่องหมาย “ “
• คําสั่งในภาษาซีจะตองปดทายดวยเครื่องหมาย ; (Semicolon) เนื่องจากภาษาซีจะใชเครื่อง
หมาย ; ในการแยกคําสั่งตาง ๆ ออกจากกัน การเวนบรรทัดหรือการเขียนคํ าสั่งไมตอเนื่องกันจะ
ไมมีผลตอคอมไพเลอร แตเปนการชวยใหผูเขียนโปรแกรมอานโปรแกรมไดงายขึ้นเทานั้น
ตัวอยางแสดงตัวอยางโปรแกรมภาษาซีเบื้องตน
#include
<stdio.h>
void
main
(
)
{
/* Display message
to standard
output */
printf
(
“My first program.”
)
;
}

           นอกจากนี้หากผูใชตองการใสคํ าอธิบายลงในโปรแกรม ก็สามารถทํ าไดโดยใชสิ่งที่เรียกวา Commentขอบเขตของ Comment จะขึ้นตนตั้งแต /* จนกระทั่งถึง */ ขอความใด ๆ ที่อยูในขอบเขตของเครื่องหมายดังกลาวจะไมถูกแปลโดยคอมไพเลอร โดยทั่วไปจะมีการใช Comment เพื่ออธิบายวาโปรแกรมนั้นทํ างานอะไรใชอธิบายคําสั่งแตละคํ าสั่ง ใชอธิบายฟงกชันแตละฟงกชัน และใชอธิบายกลุมของคํ าสั่ง โดยเขียนComment ไวดานบนหรือดานขางของสิ่งที่ตองการอธิบาย เชน หากเปนการอธิบายโปรแกรมจะเขียนComment ไวที่ตนของโปรแกรมนั้น หากเขียนอธิบายฟงกชันจะเขียน Comment ไวดานบนของฟงกชันที่ตองการอธิบาย เขียนอธิบายคํ าสั่งอาจจะเขียน Comment ไวดานบนหรือดานขางของคํ าสั่งนั้น ๆ และเขียนอธิบายกลุมคํ าสั่งก็จะเขียนอธิบายไวดานของกลุมคํ าสั่งนั้น